สุขภาพ
ทารกคัดจมูก หายใจครืดคราด แบบไหนอันตราย ดูแลอย่างไรให้หายใจโล่ง
หายใจเร็ว อกบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือดูดนมไม่ไหว ต้องไปโรงพยาบาลทันที ส่วนเสียงจากจมูกที่เบาลงหลังเคลียร์จมูก ช่วยได้ด้วยน้ำเกลือและการดูดน้ำมูกอย่างเบามือ
ทารกหายใจเสียงดังได้ง่าย เพราะจมูกยังเล็กและต้องหายใจทางจมูกขณะดูดนม แต่เสียงที่ฟังคล้ายกันก็อาจเป็นสัญญาณแรกของการติดเชื้อที่ลงไปถึงหลอดลมและปอดได้ ข้อที่ต้องรู้ก่อนอ่านต่อคือ ถ้าลูกหายใจเร็ว หายใจแรงจนอกหรือชายโครงบุ๋ม ปีกจมูกบาน มีเสียงครางทุกครั้งที่หายใจ ริมฝีปากเขียวคล้ำ หรือดูดนมไม่ไหว ให้ไปโรงพยาบาลทันทีหรือโทร 1669 เมื่อไม่มีอาการเหล่านี้ บทความนี้จะช่วยแยกเสียงจากจมูกออกจากอาการหายใจลำบาก และบอกวิธีดูแลที่บ้านอย่างปลอดภัย
ดูอาการหายใจลำบากก่อน แล้วค่อยฟังเสียง
เสียงดังหรือเบาไม่ได้บอกว่าลูกป่วยหนักแค่ไหน สิ่งที่บอกได้คือลูกต้อง “ออกแรงหายใจ” หรือไม่ ให้เปิดเสื้อดูหน้าอกและท้องตอนลูกหลับหรืออยู่นิ่งในที่ที่สว่างพอ แล้วเช็กทีละข้อด้านล่าง
ถ้าพบข้อใดข้อหนึ่ง แปลว่าไม่ใช่แค่จมูกตัน ให้ไปโรงพยาบาลทันที ถ้าลูกเขียวคล้ำ หยุดหายใจ หรือปลุกไม่ค่อยตื่น ให้โทร 1669
- หายใจเร็ว: นับการหายใจให้ครบ 1 นาทีเต็มตอนลูกหลับหรืออยู่นิ่ง โดยนับท้องหรืออกที่ยกขึ้นหนึ่งครั้งเป็นหนึ่งครั้ง ทารกอายุน้อยกว่า 2 เดือนที่หายใจตั้งแต่ 60 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป หรือทารกอายุ 2–11 เดือนที่หายใจตั้งแต่ 50 ครั้งต่อนาทีขึ้นไป ถือว่าหายใจเร็ว
- อกบุ๋ม: ผิวหนังใต้ชายโครง ระหว่างซี่โครง หรือที่ฐานคอ บุ๋มลงเวลาหายใจเข้า
- ปีกจมูกบาน: รูจมูกบานออกตามจังหวะหายใจเหมือนคนกำลังเหนื่อย
- มีเสียงครางหรือเสียงอึ๊ดในลำคอทุกครั้งที่หายใจ หรือมีเสียงหวีดแหลมที่มาจากในอก
- ริมฝีปาก ลิ้น หรือรอบปากเขียวคล้ำ หรือมีช่วงที่หยุดหายใจ
- เหนื่อยจนดูดนมไม่ไหว ดูดได้ไม่กี่อึกก็ต้องหยุดหอบ
เสียงที่มักมาจากจมูกหรือลำคอ
ทารกเล็กหายใจทางจมูกเป็นหลัก และขณะดูดนมปากถูกปิดไว้ จึงหายใจได้ทางจมูกทางเดียว รูจมูกที่ยังเล็กมากทำให้น้ำมูกแห้งเพียงเล็กน้อยก็เกิดเสียงฟืดฟาดได้ และทำให้ดูดนมไม่สะดวก เสียงจากจมูกในทารกแรกเกิดจึงไม่ได้แปลว่าเป็นหวัดเสมอไป
ส่วนเสียงครืดคราดเบา ๆ ในลำคอตอนหลับ ที่ลูกไม่ได้ออกแรงหายใจ มักเกิดจากน้ำลายหรือนมที่ค้างอยู่ในคอ ทารกจะค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะกลืนบ่อยขึ้นเอง แต่ถ้ามีเสียงครืดคราดร่วมกับข้อใดข้อหนึ่งด้านบน ให้ไปโรงพยาบาลทันที
วิธีแยกที่ทำได้ที่บ้านคือ หยอดน้ำเกลือและดูดน้ำมูกตามขั้นตอนในหัวข้อถัดไป ถ้าเสียงเบาลง ลูกหายใจสบายและกลับมาดูดนมได้ แปลว่าต้นเหตุอยู่ที่จมูก แต่ถ้าเคลียร์จมูกแล้วยังหายใจแรงหรือหายใจเร็ว ให้ถือว่าไม่ใช่แค่จมูก และต้องให้แพทย์ตรวจ
หวัดในทารกมักเริ่มจากน้ำมูกใสและจาม แล้วจึงคัดจมูกมากขึ้น บางรายเชื้อลงไปถึงหลอดลมฝอยและปอด ทำให้ไอมากขึ้นและหายใจเร็วขึ้นในช่วงไม่กี่วันหลังเริ่มมีน้ำมูก จึงต้องเฝ้าดูการหายใจทุกวัน แม้วันแรกจะดูเป็นแค่คัดจมูก
หยอดน้ำเกลือและดูดน้ำมูกอย่างเบามือ
ทำเฉพาะเมื่อจมูกตันจนลูกดูดนมหรือหลับไม่สะดวก ถ้าลูกหายใจสบายดีไม่ต้องทำเป็นกิจวัตร ช่วงที่ได้ผลคือก่อนมื้อนมหรือก่อนนอน ไม่ทำทันทีหลังกินอิ่มเพราะลูกอาจอาเจียน และไม่ควรเกินวันละ 4 ครั้ง เพราะการดูดบ่อยเกินไปทำให้จมูกระคายเคือง
- เตรียมน้ำเกลือสำหรับหยอดหรือล้างจมูกชนิด 0.9% ขวดเล็ก ที่ไม่มียาผสม ขวดหยดหรือกระบอกฉีดยาพลาสติกขนาดเล็กที่ไม่มีเข็ม ลูกยางแดงขนาดสำหรับทารก และกระดาษทิชชู
- ล้างมือให้สะอาด เทน้ำเกลือออกมาเท่าที่จะใช้ ส่วนที่เหลือในถ้วยให้ทิ้ง ไม่เทกลับเข้าขวด
- ใช้น้ำเกลือที่ไม่เย็นจัด ถ้าอุ่นให้หยดทดสอบที่หลังมือก่อนเสมอ ต้องไม่ร้อน
- ให้ลูกนอนหงาย ศีรษะสูงเล็กน้อยเฉพาะตอนทำ ถ้าลูกดิ้นมากให้ห่อตัวไว้ก่อน เพื่อไม่ให้ปลายอุปกรณ์กระแทกจมูก
- หยดน้ำเกลือทีละข้าง ข้างละสองสามหยด รอสักครู่ให้น้ำมูกนิ่มลง
- บีบลูกยางแดงให้แฟบก่อน แล้วจึงสอดปลายเข้าไปแค่ปากรูจมูกเบา ๆ ค่อย ๆ ปล่อยมือเพื่อให้เกิดแรงดูด ห้ามบีบลูกยางขณะที่ปลายอยู่ในจมูก เพราะลมจะดันน้ำมูกให้ลึกเข้าไป
- บีบน้ำมูกทิ้งลงทิชชู ทำซ้ำอีกข้าง และหยุดเมื่อจมูกโล่งหรือลูกต่อต้านมาก
- น้ำมูกที่ปลายรูจมูก เช็ดออกด้วยผ้านุ่มชุบน้ำสะอาดได้ แต่ไม่แยงสำลีพันก้านเข้าไปในรูจมูก เพราะทำให้เยื่อบุจมูกบาดเจ็บ
- ถ้าดูดแล้วรูจมูกแดง หรือลูกหายใจเสียงดังขึ้นกว่าก่อนดูด ให้เว้นการดูดไว้ก่อนและปรึกษาพยาบาล
- หลังใช้ ล้างลูกยางแดงด้วยน้ำสบู่ทั้งด้านในและด้านนอก ล้างน้ำสะอาด ต้มในน้ำเดือดวันละครั้ง แล้วคว่ำปลายลงให้แห้ง
ให้นมและจัดท่านอนระหว่างที่ลูกคัดจมูก
ลูกที่คัดจมูกต้องหยุดดูดเพื่อหายใจบ่อย ๆ จึงเหนื่อยและกินได้น้อยลงในแต่ละมื้อ เป้าหมายช่วงนี้คือให้ได้นมพอในแต่ละวัน ไม่ใช่ให้กินหมดในมื้อเดียว ส่วนท่านอนยังต้องเป็นท่าเดิมทุกข้อ แม้ลูกจะคัดจมูก
- ให้นมทีละน้อยแต่บ่อยขึ้น และให้ลูกพักหายใจเป็นระยะระหว่างมื้อ
- เคลียร์จมูกก่อนมื้อนมราว 15 นาที ช่วยให้ลูกดูดได้นานขึ้น
- อุ้มลูกให้ตัวค่อนข้างตั้งตอนให้นมและช่วงที่ตื่น ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น
- ให้นมแม่หรือนมผงสูตรเดิมตามปกติ ถ้าอยากให้ลูกได้น้ำมากขึ้น ให้เพิ่มเป็นมื้อนม
- นับผ้าอ้อมเปียกเทียบกับวันปกติ ถ้าน้อยลงชัดเจนให้ปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์
- เวลาหลับ ให้นอนหงายราบบนที่นอนแน่นและเรียบเหมือนทุกวัน
- ไม่หนุนหมอน ไม่ใช้ผ้าม้วนหรือเบาะรองยกหัว และไม่ใช้ที่นอนเอียง เพราะเมื่อศีรษะถูกยกสูง คอของทารกพับไปข้างหน้าหรือเอียงข้างได้ง่าย ทางเดินหายใจจะงอและหายใจลำบากกว่าเดิม
- ไม่ปล่อยให้ลูกหลับต่อในเปลไกว เก้าอี้โยก หรือคาร์ซีท ถ้าหลับในคาร์ซีทระหว่างเดินทาง ให้ย้ายลงที่นอนของลูกทันทีที่ทำได้
- ท่าศีรษะสูงเล็กน้อยที่ใช้ตอนหยอดน้ำเกลือ ใช้เฉพาะตอนทำเท่านั้น ไม่ใช่ท่านอนหลับ
สิ่งที่ไม่ควรทำ และการลดโอกาสติดหวัดในบ้าน
- ไม่ให้ยาแก้หวัด ยาลดน้ำมูก หรือยาแก้ไอที่ซื้อเอง ยากลุ่มนี้ไม่ปลอดภัยในเด็กเล็กและไม่ได้ช่วยเอาน้ำมูกแห้งออกจากจมูก ยาทุกชนิดให้ใช้เฉพาะที่แพทย์สั่ง และตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น
- ใช้น้ำเกลือล้วนที่ไม่มียาผสม ส่วนยาหยอดหรือยาพ่นจมูกชนิดอื่นใช้เมื่อแพทย์สั่งเท่านั้น
- ไม่ทายาหม่องหรือยาทาระเหยกลิ่นเย็นให้ทารกและเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี สารในยากลุ่มนี้อาจเป็นพิษเมื่อซึมผ่านผิวหรือเผลอกลืนเข้าไป
- ไม่ให้น้ำผึ้งกับทารกอายุน้อยกว่า 12 เดือน แม้จะผสมน้ำอุ่นเพื่อแก้ไอ
- ไม่ให้ลูกสูดไอน้ำร้อนจากชามหรือหม้อต้ม เพราะเสี่ยงน้ำร้อนลวก
- บ้านต้องปลอดควันบุหรี่ ห้ามสูบในบ้านและใกล้ตัวลูก เพราะควันบุหรี่มือสองทำให้เด็กติดเชื้อทางเดินหายใจง่ายขึ้นและทำให้คัดจมูกมากขึ้น ควันธูปและกลิ่นฉุนแรงก็ควรเลี่ยงด้วยเหตุผลเดียวกัน
- ล้างมือก่อนอุ้มลูกทุกครั้ง ผู้ใหญ่ที่ไอหรือเป็นหวัดควรใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ใกล้ลูก และช่วงหน้าฝนถึงหน้าหนาวควรเลี่ยงพาทารกไปที่ที่คนแออัด
- ถ้ามีไข้ร่วมด้วย ให้ใช้เกณฑ์เรื่องไข้ตามอายุของลูก และวัดด้วยปรอทดิจิทัลเสมอ
เมื่อไรควรปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์
- หายใจเร็ว หอบ อกบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือมีเสียงครางทุกครั้งที่หายใจ ไปโรงพยาบาลทันที
- ปากหรือปลายมือปลายเท้าเขียวคล้ำ หรือมีช่วงที่หยุดหายใจ ให้โทร 1669
- ซึม ปลุกไม่ค่อยตื่น ตัวอ่อนปวกเปียก หรือไม่ดูดนม ไปโรงพยาบาลทันที
- ทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือน มีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป ไปโรงพยาบาลทันที และไม่ให้ยาลดไข้เองก่อนพบแพทย์
- กินนมได้ไม่ถึงครึ่งของปกติ หรือผ้าอ้อมแห้งนานกว่า 8 ชั่วโมง ต้องพบแพทย์วันนี้
- เคลียร์จมูกแล้วยังหายใจลำบาก หรือมีเสียงหวีดหรือเสียงครืดคราดจากในอก ไปโรงพยาบาลทันที
- ลูกอายุน้อยกว่า 6 เดือนเป็นหวัด ควรปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง แม้อาการจะดูไม่มาก
- ลูกคลอดก่อนกำหนด หรือมีโรคหัวใจหรือโรคปอดอยู่เดิม ให้ปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เริ่มมีอาการหวัด
- มีน้ำไหลจากหู มีขี้ตาสีเหลืองหรือเขียว ไข้นานเกิน 3 วัน หรืออาการแย่ลงแทนที่จะดีขึ้น ควรพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง
- คัดจมูกจนตื่นบ่อยทุกคืน หรือมีน้ำมูกนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรนัดพบแพทย์
- คุณรู้สึกว่าลูกดูไม่เหมือนเดิม แม้บอกไม่ได้ว่าผิดตรงไหน ปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์ได้เสมอ
- ในกรณีฉุกเฉินให้โทร 1669 ระหว่างรอความช่วยเหลือ
อ้างอิง
- องค์การอนามัยโลก (WHO) · WHO recommendations on maternal and newborn care for a positive postnatal experience
- องค์การอนามัยโลก (WHO) · Pocket book of hospital care for children
- สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กรมการแพทย์ · โรคติดเชื้อทางเดินหายใจจากเชื้อไวรัส RSV
- คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล · ล้างจมูกให้ลูกน้อย
- American Academy of Pediatrics (HealthyChildren.org) · Colds (0-12 Months) และ Newborn Reflexes and Behavior
- American Academy of Pediatrics (HealthyChildren.org) · My baby has a stuffy nose. How can I help them sleep safely?
- NHS (สหราชอาณาจักร) · Bronchiolitis
- Centers for Disease Control and Prevention (CDC) · Health Problems Caused by Secondhand Smoke
ปรับปรุงล่าสุด
บทความที่เกี่ยวข้อง
ที่มาของข้อมูลหน้านี้
- ปรับปรุงล่าสุด
- ปรับปรุงล่าสุด · เรียบเรียงโดยทีมเนื้อหา DekNurse
- ผู้ตรวจทานทางการแพทย์
- ยังไม่ได้ผ่านการตรวจทานโดยบุคลากรทางการแพทย์
- เรียบเรียงโดยอ้างอิงจาก
