สุขภาพ
ภาวะตัวเหลืองในทารก เมื่อไรปกติ เมื่อไรต้องรีบไปหาหมอ
ทารกแรกเกิดมากกว่าครึ่งมีภาวะตัวเหลือง ส่วนใหญ่หายเองได้ แต่บางกรณีต้องรักษาโดยเร็ว
ภาวะตัวเหลืองเกิดจากสารบิลิรูบินในเลือดสูง ซึ่งเป็นผลจากการสลายเม็ดเลือดแดงตามธรรมชาติของทารกแรกเกิด ร่วมกับตับที่ยังทำงานได้ไม่เต็มที่ ทารกครบกำหนดราวร้อยละ 50–60 และทารกคลอดก่อนกำหนดถึงร้อยละ 80 จะมีภาวะนี้
ตัวเหลืองแบบที่พบได้ทั่วไป
ตัวเหลืองตามสรีรวิทยา (Physiologic jaundice) มักเริ่มปรากฏหลังอายุ 24 ชั่วโมง สูงสุดที่วันที่ 3–5 แล้วค่อย ๆ ลดลงจนหายภายใน 1–2 สัปดาห์ ทารกยังดูดนมดี ตื่นตัวดี น้ำหนักขึ้นตามเกณฑ์
อีกแบบที่พบบ่อยคือตัวเหลืองจากนมแม่ (Breast milk jaundice) ซึ่งอาจอยู่นานถึง 6–12 สัปดาห์ แต่ทารกแข็งแรงดี กรณีนี้แพทย์ส่วนใหญ่ยังแนะนำให้กินนมแม่ต่อไป ไม่ต้องหยุดนมแม่
ต่างจากตัวเหลืองจากการได้นมไม่พอ (Breastfeeding jaundice) ที่เกิดในสัปดาห์แรกเพราะลูกได้นมน้อย จึงขับบิลิรูบินออกทางอุจจาระได้น้อย วิธีแก้คือให้นมบ่อยขึ้น 8–12 ครั้งต่อวัน ไม่ใช่ลดนม
วิธีสังเกตที่บ้าน
- ดูในที่ที่มีแสงธรรมชาติ เช่น ริมหน้าต่างตอนกลางวัน แสงไฟสีเหลืองในบ้านทำให้ประเมินผิดพลาดได้
- ใช้นิ้วกดเบา ๆ ที่ผิวหนังบริเวณหน้าผากหรือหน้าอกแล้วปล่อย ถ้าผิวที่กดเป็นสีเหลืองแสดงว่ามีภาวะตัวเหลือง
- ตัวเหลืองจะไล่จากบนลงล่าง เริ่มจากหน้าและตาขาว ลงมาที่อก ท้อง แล้วจึงถึงแขนขา ยิ่งเหลืองลงต่ำมากยิ่งแสดงว่าระดับสูง
- สังเกตสีอุจจาระและปัสสาวะด้วย อุจจาระควรเป็นสีเหลืองทอง ปัสสาวะควรใสหรือเหลืองอ่อน
สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันที
- ตัวเหลืองภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด
- เหลืองลามลงถึงหน้าท้อง แขน ขา ฝ่ามือ หรือฝ่าเท้า
- ตัวเหลืองเข้มขึ้นเรื่อย ๆ แทนที่จะจางลง หรือยังเหลืองอยู่หลังอายุ 2 สัปดาห์
- ลูกซึม ปลุกตื่นยาก ดูดนมได้น้อยลง หรือร้องเสียงแหลม
- มีไข้ ตัวอ่อนปวกเปียก หรือแอ่นตัว
- อุจจาระสีซีดเหมือนดินขาว ร่วมกับปัสสาวะสีเข้มเหมือนน้ำชา เป็นสัญญาณของโรคทางเดินน้ำดี ต้องได้รับการวินิจฉัยโดยเร็วที่สุด
การรักษาและความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
การรักษาหลักคือการส่องไฟ (Phototherapy) ซึ่งใช้แสงสีฟ้าช่วยเปลี่ยนบิลิรูบินให้ขับออกจากร่างกายได้ง่ายขึ้น เป็นวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลดี ในรายที่ระดับสูงมากอาจต้องถ่ายเปลี่ยนเลือด ซึ่งพบได้น้อย
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการนำลูกไปตากแดด การตากแดดโดยตรงไม่ใช่การรักษาที่ได้ผล และยังเสี่ยงต่อผิวไหม้และภาวะร่างกายร้อนเกินไปในทารก จึงไม่แนะนำ
อีกความเข้าใจผิดคือการหยุดนมแม่ ในกรณีส่วนใหญ่ไม่จำเป็น การให้นมบ่อยขึ้นต่างหากที่ช่วยลดบิลิรูบิน เพราะช่วยให้ลูกขับถ่ายได้มากขึ้น
หากคุณไม่แน่ใจ อย่าลังเลที่จะพาลูกไปให้พยาบาลหรือแพทย์ประเมิน การตรวจระดับบิลิรูบินทำได้ง่ายและรวดเร็ว และการตรวจเร็วเกินไปย่อมดีกว่าการตรวจช้าเกินไป
บทความที่เกี่ยวข้อง
ที่มาของข้อมูลหน้านี้
- ปรับปรุงล่าสุด
- ปรับปรุงล่าสุด · เรียบเรียงโดยทีมเนื้อหา DekNurse
- ผู้ตรวจทานทางการแพทย์
- ยังไม่ได้ผ่านการตรวจทานโดยบุคลากรทางการแพทย์
- เรียบเรียงโดยอ้างอิงจาก
