ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
DekNurse
EN
ย้อนกลับ

สุขภาพ

ลูกร้องไม่หยุดทุกเย็น ใช่โคลิคไหม และปลอบอย่างไร

โคลิคคือการร้องยาวในทารกที่แข็งแรงดี มักเริ่มราวสัปดาห์ที่ 2–3 และค่อย ๆ ดีขึ้นเองราว 3–4 เดือน แต่ต้องแยกจากอาการเจ็บป่วยก่อนเสมอ

อ่านประมาณ 7 นาที

เสียงร้องที่ยาวเป็นชั่วโมงในช่วงเย็นถึงหัวค่ำ ปลอบเท่าไรก็ไม่หยุด เป็นหนึ่งในช่วงที่เหนื่อยที่สุดของการเลี้ยงลูกเดือนแรก ๆ สิ่งที่ควรรู้ก่อนคือ การร้องแบบนี้ไม่ได้แปลว่าคุณทำอะไรผิด และไม่ได้แปลว่าลูกไม่รักคุณ

โคลิคคืออะไร

โคลิคเป็นคำที่ใช้เรียกทารกที่แข็งแรงดี กินได้ น้ำหนักขึ้นปกติ แต่ร้องยาวและปลอบยากเป็นประจำ เกณฑ์ที่ใช้กันทั่วไปคือร้องมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ ติดต่อกันนานกว่า 3 สัปดาห์

มักเริ่มราวสัปดาห์ที่ 2–3 ขึ้นสูงสุดราวเดือนที่ 2 และค่อย ๆ ลดลงจนหายไปเองราวเดือนที่ 3–4 การร้องมักมาเป็นเวลาเดิมของวัน โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงหัวค่ำ

  • หน้าแดง กำมือแน่น งอขาขึ้นหาท้อง หลังแอ่น
  • เสียงร้องดังกว่าปกติและเปลี่ยนระดับเสียงเร็ว
  • เริ่มและหยุดค่อนข้างกะทันหันโดยไม่มีเหตุชัดเจน
  • ระหว่างช่วงที่ไม่ร้อง ลูกดูปกติดี กินได้ ตื่นเล่นได้

ก่อนจะสรุปว่าโคลิค ให้ตัดเรื่องอื่นออกก่อน

โคลิคเป็นข้อสรุปที่เหลืออยู่หลังตัดสาเหตุอื่นออกแล้ว ไม่ใช่ข้อสรุปแรก ทุกครั้งที่ลูกร้องผิดปกติ ให้ไล่เช็กสิ่งที่แก้ได้ก่อน

  • หิว หรือได้นมไม่พอในมื้อก่อนหน้า
  • ผ้าอ้อมเปียก ผิวเริ่มแสบ หรือเสื้อผ้ารัด ตะเข็บระคาย
  • เส้นผมพันนิ้วมือนิ้วเท้าหรืออวัยวะเพศ ซึ่งเกิดได้บ่อยกว่าที่คิดและเจ็บมาก
  • ร้อนหรือหนาวเกินไป ให้คลำที่ต้นคอหรือหลัง ไม่ใช่มือเท้า
  • ลมในท้องจากการดูดเร็วหรือจุกไหลเร็วเกินไป และยังไม่ได้เรอ
  • อาการเจ็บป่วย เช่น ไข้ ซึม หายใจเร็ว หรือท้องแข็งตึงผิดปกติ

วิธีปลอบที่ลองได้เป็นลำดับ

ไม่มีวิธีไหนได้ผลกับทารกทุกคน ให้ลองทีละอย่างและให้เวลาแต่ละอย่างสัก 2–3 นาทีก่อนเปลี่ยน เพราะการสลับวิธีเร็วเกินไปจะยิ่งกระตุ้นลูก

  • ห่อตัวให้กระชับพอดี แขนอยู่ในท่างอ ไม่รัดสะโพก
  • อุ้มแนบอกให้ได้ยินเสียงหัวใจ แล้วเดินหรือโยกช้า ๆ เป็นจังหวะเดียว
  • เสียงซ้ำ ๆ สม่ำเสมอ เช่น เสียงพัดลมหรือเสียงน้ำ ดังพอกลบเสียงบ้านแต่ไม่ดังจนแสบหู
  • ลดสิ่งเร้า โดยปิดไฟดวงหลัก ลดคนในห้อง ลดการส่งต่อจากคนหนึ่งไปอีกคน
  • ให้ดูดเต้าหรือจุกหลอกหลังมื้อนม ถ้าลูกรับ
  • ออกไปเดินนอกบ้านหรือนั่งในที่ที่อากาศถ่ายเท บางครั้งการเปลี่ยนบรรยากาศได้ผลกว่าทุกอย่างในห้อง

ดูแลคนปลอบด้วย

เสียงร้องยาว ๆ ทำให้คนดูแลเครียดจนแทบทน ถ้ารู้สึกว่ากำลังจะโมโห ให้วางลูกลงในที่นอนที่ปลอดภัย เดินออกไปหายใจสัก 5 นาที แล้วค่อยกลับมา ลูกที่ร้องอยู่ในเปลที่ปลอดภัยชั่วครู่ ปลอดภัยกว่าการถูกอุ้มโดยคนที่ควบคุมตัวเองไม่ไหว

ห้ามเขย่าลูกเด็ดขาดไม่ว่าในสถานการณ์ใด การเขย่าทารกทำให้สมองบาดเจ็บรุนแรงได้ภายในไม่กี่วินาที ถ้ามีใครในบ้านช่วยรับช่วงได้ ให้สลับกันเป็นรอบ

เมื่อไรควรปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์

  • ลูกอายุน้อยกว่า 3 เดือนมีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป ต้องพบแพทย์ทันที
  • ร้องแล้วสลับกับซึม ปลุกไม่ค่อยตื่น หรือไม่ดูดนม
  • หายใจเร็ว หอบ อกบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือปากเขียวคล้ำขณะร้อง
  • อาเจียนพุ่ง อาเจียนเป็นสีเขียว หรือถ่ายมีเลือดปน
  • ท้องแข็งตึงและร้องเมื่อถูกแตะท้อง หรือน้ำหนักไม่ขึ้น
  • ร้องผิดจากเสียงเดิมอย่างชัดเจน เช่น เสียงแหลมสูงต่อเนื่อง หรือร้องหลังจากตกเตียงหรือศีรษะกระแทก

อ้างอิง

  • ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย · คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก
  • องค์การอนามัยโลก (WHO) · Integrated Management of Childhood Illness (IMCI)

ปรับปรุงล่าสุด

ที่มาของข้อมูลหน้านี้

ปรับปรุงล่าสุด
ปรับปรุงล่าสุด · เรียบเรียงโดยทีมเนื้อหา DekNurse
ผู้ตรวจทานทางการแพทย์
ยังไม่ได้ผ่านการตรวจทานโดยบุคลากรทางการแพทย์