สุขภาพ
ลูกร้องไม่หยุดทุกเย็น ใช่โคลิคไหม และปลอบอย่างไร
โคลิคคือการร้องยาวในทารกที่แข็งแรงดี มักเริ่มราวสัปดาห์ที่ 2–3 และค่อย ๆ ดีขึ้นเองราว 3–4 เดือน แต่ต้องแยกจากอาการเจ็บป่วยก่อนเสมอ
เสียงร้องที่ยาวเป็นชั่วโมงในช่วงเย็นถึงหัวค่ำ ปลอบเท่าไรก็ไม่หยุด เป็นหนึ่งในช่วงที่เหนื่อยที่สุดของการเลี้ยงลูกเดือนแรก ๆ สิ่งที่ควรรู้ก่อนคือ การร้องแบบนี้ไม่ได้แปลว่าคุณทำอะไรผิด และไม่ได้แปลว่าลูกไม่รักคุณ
โคลิคคืออะไร
โคลิคเป็นคำที่ใช้เรียกทารกที่แข็งแรงดี กินได้ น้ำหนักขึ้นปกติ แต่ร้องยาวและปลอบยากเป็นประจำ เกณฑ์ที่ใช้กันทั่วไปคือร้องมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน มากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์ ติดต่อกันนานกว่า 3 สัปดาห์
มักเริ่มราวสัปดาห์ที่ 2–3 ขึ้นสูงสุดราวเดือนที่ 2 และค่อย ๆ ลดลงจนหายไปเองราวเดือนที่ 3–4 การร้องมักมาเป็นเวลาเดิมของวัน โดยเฉพาะช่วงเย็นถึงหัวค่ำ
- หน้าแดง กำมือแน่น งอขาขึ้นหาท้อง หลังแอ่น
- เสียงร้องดังกว่าปกติและเปลี่ยนระดับเสียงเร็ว
- เริ่มและหยุดค่อนข้างกะทันหันโดยไม่มีเหตุชัดเจน
- ระหว่างช่วงที่ไม่ร้อง ลูกดูปกติดี กินได้ ตื่นเล่นได้
ก่อนจะสรุปว่าโคลิค ให้ตัดเรื่องอื่นออกก่อน
โคลิคเป็นข้อสรุปที่เหลืออยู่หลังตัดสาเหตุอื่นออกแล้ว ไม่ใช่ข้อสรุปแรก ทุกครั้งที่ลูกร้องผิดปกติ ให้ไล่เช็กสิ่งที่แก้ได้ก่อน
- หิว หรือได้นมไม่พอในมื้อก่อนหน้า
- ผ้าอ้อมเปียก ผิวเริ่มแสบ หรือเสื้อผ้ารัด ตะเข็บระคาย
- เส้นผมพันนิ้วมือนิ้วเท้าหรืออวัยวะเพศ ซึ่งเกิดได้บ่อยกว่าที่คิดและเจ็บมาก
- ร้อนหรือหนาวเกินไป ให้คลำที่ต้นคอหรือหลัง ไม่ใช่มือเท้า
- ลมในท้องจากการดูดเร็วหรือจุกไหลเร็วเกินไป และยังไม่ได้เรอ
- อาการเจ็บป่วย เช่น ไข้ ซึม หายใจเร็ว หรือท้องแข็งตึงผิดปกติ
วิธีปลอบที่ลองได้เป็นลำดับ
ไม่มีวิธีไหนได้ผลกับทารกทุกคน ให้ลองทีละอย่างและให้เวลาแต่ละอย่างสัก 2–3 นาทีก่อนเปลี่ยน เพราะการสลับวิธีเร็วเกินไปจะยิ่งกระตุ้นลูก
- ห่อตัวให้กระชับพอดี แขนอยู่ในท่างอ ไม่รัดสะโพก
- อุ้มแนบอกให้ได้ยินเสียงหัวใจ แล้วเดินหรือโยกช้า ๆ เป็นจังหวะเดียว
- เสียงซ้ำ ๆ สม่ำเสมอ เช่น เสียงพัดลมหรือเสียงน้ำ ดังพอกลบเสียงบ้านแต่ไม่ดังจนแสบหู
- ลดสิ่งเร้า โดยปิดไฟดวงหลัก ลดคนในห้อง ลดการส่งต่อจากคนหนึ่งไปอีกคน
- ให้ดูดเต้าหรือจุกหลอกหลังมื้อนม ถ้าลูกรับ
- ออกไปเดินนอกบ้านหรือนั่งในที่ที่อากาศถ่ายเท บางครั้งการเปลี่ยนบรรยากาศได้ผลกว่าทุกอย่างในห้อง
ดูแลคนปลอบด้วย
เสียงร้องยาว ๆ ทำให้คนดูแลเครียดจนแทบทน ถ้ารู้สึกว่ากำลังจะโมโห ให้วางลูกลงในที่นอนที่ปลอดภัย เดินออกไปหายใจสัก 5 นาที แล้วค่อยกลับมา ลูกที่ร้องอยู่ในเปลที่ปลอดภัยชั่วครู่ ปลอดภัยกว่าการถูกอุ้มโดยคนที่ควบคุมตัวเองไม่ไหว
ห้ามเขย่าลูกเด็ดขาดไม่ว่าในสถานการณ์ใด การเขย่าทารกทำให้สมองบาดเจ็บรุนแรงได้ภายในไม่กี่วินาที ถ้ามีใครในบ้านช่วยรับช่วงได้ ให้สลับกันเป็นรอบ
เมื่อไรควรปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์
- ลูกอายุน้อยกว่า 3 เดือนมีไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป ต้องพบแพทย์ทันที
- ร้องแล้วสลับกับซึม ปลุกไม่ค่อยตื่น หรือไม่ดูดนม
- หายใจเร็ว หอบ อกบุ๋ม ปีกจมูกบาน หรือปากเขียวคล้ำขณะร้อง
- อาเจียนพุ่ง อาเจียนเป็นสีเขียว หรือถ่ายมีเลือดปน
- ท้องแข็งตึงและร้องเมื่อถูกแตะท้อง หรือน้ำหนักไม่ขึ้น
- ร้องผิดจากเสียงเดิมอย่างชัดเจน เช่น เสียงแหลมสูงต่อเนื่อง หรือร้องหลังจากตกเตียงหรือศีรษะกระแทก
อ้างอิง
- ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย · คู่มือสำหรับพ่อแม่ เพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการดูแลและพัฒนาเด็ก
- องค์การอนามัยโลก (WHO) · Integrated Management of Childhood Illness (IMCI)
ปรับปรุงล่าสุด
บทความที่เกี่ยวข้อง
ที่มาของข้อมูลหน้านี้
- ปรับปรุงล่าสุด
- ปรับปรุงล่าสุด · เรียบเรียงโดยทีมเนื้อหา DekNurse
- ผู้ตรวจทานทางการแพทย์
- ยังไม่ได้ผ่านการตรวจทานโดยบุคลากรทางการแพทย์
- เรียบเรียงโดยอ้างอิงจาก
